RSS

Tag Archives: นิติบุคคล

สรุปวิชา หุ้นส่วนบริษัท สัปดาห์ที่ 15 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65


สรุปวิชา หุ้นส่วนบริษัท สัปดาห์ที่ 15
กรรมการบริษัท
         มาตรา 66 นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่น ภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง
         มาตรา 70 นิติบุคคลต้องมีผู้แทนคนหนึ่งหรือหลายคน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้งจะได้กำหนดไว้
         ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล

         มาตรา 1164 กรรมการจะมอบอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใดของตนให้ แก่ ผู้จัดการ หรือให้แก่อนุกรรมการซึ่งตั้งขึ้นจากผู้ที่เป็นกรรมการด้วย กันก็ได้ ในการใช้อำนาจซึ่งได้มอบหมายเช่นนั้น ผู้จัดการทุกคนหรือ อนุกรรมการทุกคนต้องทำตามคำสั่ง หรือข้อบังคับซึ่งกรรมการทั้งหลาย ได้กำหนดให้ทุกอย่างทุกประการ

         ข้อสังเกต นิติบุคคลต้องมีผู้แทนของนิติบุคคล ซึ่งกรรมการบริษัทจะมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้เป็นไปตามข้อบังคับของบริษัท การจัดการงานของกรรมการบริษัทอยู่ภายใต้การควบคุมของที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น และผู้ถือหุ้นจะเป็นกรรมการบริษัทได้

         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6250/2541โจทก์เป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่มีอำนาจกระทำการใด ๆแทนบริษัทจำเลยที่ 1 คงมีสิทธิเพียงควบคุมการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 บางประการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้นหากอาจก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของจำเลยที่ 1เสียเองได้ไม่ และแม้โจทก์เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1ด้วยคนหนึ่งก็ตาม แต่ตามหนังสือรับรองของสำนักทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ลำพังโจทก์เพียงคนเดียวไม่มีอำนาจกระทำการใด ๆ แทนจำเลยที่ 1 ได้โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และการจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ส่วนปัญหาที่ว่า หากไม่ถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายก็จะไม่มีใครเป็นผู้เสียหายได้เลยนั้น ในกรณีเช่นนี้ โจทก์และผู้ถือหุ้นคนอื่นสามารถกระทำได้โดยใช้มติที่ประชุมใหญ่ถอดถอนกรรมการชุดเดิมและแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ แล้วให้กรรมการชุดใหม่ดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 หรือหากโจทก์และผู้ถือหุ้นคนอื่นเสียหายก็สามารถดำเนินการฟ้องเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการผู้ก่อให้เกิดความเสียหายได้โดยหากบริษัทไม่ฟ้องกรรมการผู้นั้น โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นจะดำเนินการฟ้องเองได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง

กรรมการบริษัทชุดแรก
         มาตรา 1108 กิจการอันจะพึงทำในที่ประชุมตั้งบริษัทนั้น คือ
         (6) เลือกตั้งกรรมการและพนักงานสอบบัญชีอันเป็นชุดแรกของบริษัท และวางกำหนดอำนาจของคนเหล่านี้ด้วย

หน้าที่ประการแรกของกรรมการบริษัทชุดแรก(เรียกผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นให้ใช้เงินค่าหุ้น)
         มาตรา 1110 เมื่อได้ประชุมตั้งบริษัทแล้ว ให้ผู้เริ่มก่อการบริษัทมอบ การทั้งปวงให้แก่กรรมการของบริษัท
         เมื่อกรรมการได้รับการแล้ว ก็ให้ลงมือจัดการเรียกให้ผู้เริ่มก่อการและ ผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นทั้งหลายใช้เงินในหุ้นซึ่งจะต้องใช้เป็นตัวเงิน เรียกหุ้น หนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้า ตามที่ได้กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวนบอก กล่าวกล่าวป่าวร้องหรือหนังสือชวนให้ซื้อหุ้น

หน้าที่ประการที่สองของกรรมการบริษัทชุดแรก (ดำเนินการขอจดทะเบียน)
         มาตรา 1111 เมื่อจำนวนเงินซึ่งว่าไว้ใน มาตรา 1110 ได้ใช้เสร็จ แล้ว กรรมการต้องไปขอจดทะเบียนบริษัทนั้น

การแต่งตั้งกรรมการบริษัทชุดอื่นๆ
         มาตรา 1151 อันผู้เป็นกรรมการนั้น เฉพาะแต่ที่ประชุมใหญ่เท่านั้น อาจจะตั้งหรือถอนได้

         ข้อสังเกต หากการประชุมใหญ่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การแต่งตั้งกรรมการย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2518ข้อบังคับของบริษัทจำเลยมีว่า ‘การประชุมวิสามัญจะเรียกประชุมเมื่อใดก็ได้ในเมื่อคณะกรรมการบริษัทเห็นสมควรหรือผู้ถือหุ้นรวมกันนับจำนวนหุ้นได้ถึงหนึ่งในห้าของหุ้นทั้งหมดทำหนังสือขอให้เรียกประชุมวิสามัญ’ ตามข้อบังคับข้อนี้กำหนดให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการที่จะเรียกประชุม มิใช่กรรมการคนใดคนหนึ่งแต่เพียงคนเดียว แม้ว่าผู้ถือหุ้นรวมกันทำหนังสือขอให้เรียกประชุมวิสามัญ ก็จะต้องทำหนังสือถึงคณะกรรมการ แล้วคณะกรรมการเป็นผู้เรียกประชุม
         ปรากฏว่า ม. กรรมการเพียงคนเดียวเป็นผู้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2513 โดยไม่ได้เสนอคำร้องขอของผู้ถือหุ้นต่อคณะกรรมการบริหารของบริษัทจำเลยตามข้อบังคับในวันประชุม ส. ประธานกรรมการบริษัทจำเลยได้สั่งระงับการประชุม ม. ยอมรับคำสั่งแต่โดยดี แต่แล้วกลับละเมิดคำสั่งได้ดำเนินการประชุมต่อไป ที่ประชุมแต่งตั้ง ท. เป็นประธานของที่ประชุมโดยที่ ท. มิได้มีคุณสมบัติตามข้อบังคับที่จะเป็นได้การประชุมดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยข้อบังคับคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามมติของที่ประชุมครั้งนั้นจึงเป็นคณะกรรมการที่ไม่ชอบไม่มีอำนาจบริหารและไม่มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2513 มติต่างๆ ของที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2513จึงไม่มีผล
         ที่คำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ขอให้ศาลพิพากษาว่า การประชุมใหญ่ของบริษัทจำเลยเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2513 และมติต่างๆ ที่ลงไว้ไม่มีผลใช้บังคับ และคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ขอให้ศาลพิพากษาว่า โดยผลของการประชุมใหญ่ของบริษัทจำเลยเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2513ตกเป็นโมฆะตามกฎหมายและข้อบังคับแล้ว การใดหรือมติใดที่กระทำไปโดยคณะกรรมการของบริษัทจำเลยดังกล่าวในข้อ 1 จึงตกเป็นโมฆะนั้น คำขอท้ายฟ้องข้อ 2 เป็นการเท้าความถึงเท่านั้นหาได้มุ่งหมายจะให้ศาลพิพากษาว่าการประชุมใหญ่ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2513 และมติเป็นโมฆะไม่ ทั้งคำบรรยายฟ้องก็มิได้บรรยายในทำนองนั้น แท้ที่จริงประสงค์จะให้พิพากษาว่า การใดหรือมติใดที่กระทำไปโดยคณะกรรมการของบริษัทจำเลยดังกล่าวในข้อ 1 ของคำขอท้ายฟ้อง คือการประชุมและมติในวันที่ 11 ตุลาคม 2513 ตกเป็นโมฆะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ก็เป็นการเพียงพอแล้วไม่จำเป็นต้องพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 อีก

จำนวนกรรมการบริษัท
         มาตรา 1150 ผู้เป็นกรรมการจะพึงมีจำนวนมากน้อยเท่าใดและจะพึง ได้บำเหน็จเท่าใด ให้สุดแล้วแต่ที่ประชุมใหญ่จะกำหนด

กรณีตำแหน่งกรรมการว่างลง(มิใช่กรณีครบวาระแล้วออกจากการเป็นกรรมการ)
         มาตรา 1155 ถ้าตำแหน่งว่างลงในสภากรรมการเพราะเหตุอื่น นอกจากถึงคราวออกตามเวรไซร้ ท่านว่ากรรมการจะเลือกผู้อื่นตั้งขึ้น ใหม่ให้เต็มที่ว่างก็ได้ แต่บุคคลที่ได้เป็นกรรมการใหม่เช่นนั้น ให้มีเวลา อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาที่กรรมการผู้ออกไปนั้นชอบที่ จะอยู่ได้

         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3362/2532 การเป็นกรรมการบริษัทเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว กรรมการจึงต้องกระทำการด้วยตนเอง จะมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนตนในฐานะกรรมการบริษัทหาได้ไม่ เมื่อข้อบังคับของบริษัทโจทก์ระบุว่ากรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทโจทก์คือ นาง ก. ลงลายมือชื่อร่วมกับ นาย ช. ดังนั้นการที่ นาง ก. ลงลายมือชื่อในนามตนเองและลงลายมือชื่อในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากนาย ช.ในคำฟ้อง จึงไม่มีผลผูกพันบริษัทโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

         มาตรา 1021 นายทะเบียนทุกคนจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลง ทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นคราวๆ ตามแบบซึ่งเสนาบดีเจ้ากระทรวงจะได้กำหนดให้
         มาตรา 1022 เมื่อได้พิมพ์โฆษณาดั่งนั้นแล้ว ท่านให้ถือว่าบรรดา เอกสารและข้อความซึ่งลงทะเบียน อันได้กล่าวถึงในย่อรายการนั้น เป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงไม่เลือกว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องด้วยห้างหุ้นส่วน หรือด้วยบริษัทนั้นหรือที่ไม่เกี่ยวข้อง
         มาตรา 1023 ผู้เป็นหุ้นส่วนก็ดี ห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือบริษัทก็ดี จะถือเอาประโยชน์แก่บุคคลภายนอกเพราะเหตุที่มีสัญญาหรือเอกสาร หรือข้อความอันบังคับให้จดทะเบียนตามลักษณะนี้ยังไม่ได้ จนกว่าจะได้จดทะเบียนแล้วแต่ฝ่ายบุคคลภายนอกจะถือเอาประโยชน์เช่นว่านั้นได้
         แต่ถึงกระนั้นก็ดี ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทซึ่งได้รับชำระหนี้ก่อนจดทะเบียนนั้นย่อมไม่จำต้องคืน
หมายเหตุ มาตรา 1023 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ. แก้ไขเพิ่มเติม ปพพ.(ฉบับที่ 18) พ.ศ.2551

         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 347/2506 ข้อบังคับจำกัดอำนาจกรรมการที่จะผูกพันบริษัทจำกัดนั้นเมื่อได้จดทะเบียนและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วย่อมเป็นอันรู้แก่บุคคลทั่วไปฉะนั้น การที่กรรมการผู้จัดการได้ลงนามในนามบริษัทจำเลยทำสัญญากับโจทก์โดยไม่ประทับตราบริษัทอันเป็นการขัดกับข้อบังคับดังกล่าวแล้ว การนั้นย่อมไม่ผูกพันบริษัทจำเลยอย่างใด

เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD


 
Leave a comment

Posted by on กันยายน 19, 2012 in สัปดาห์ที่ 15

 

Tags: , , , , , , ,

สรุปกฎหมายหุ้นส่วน –บริษัท ครั้งที่ สัปดาห์ที่ 9 เนติบัณฑิตไทยสมัยที่ 65


บริษัทจำกัด
มาตรา 1096 อันว่าบริษัทจำกัดนั้น คือบริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่ง ทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน โดยผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกิน จำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ

ลักษณะทั่วไปของบริษัทจำกัด
         1.แบ่งทุนออกเป็นหุ้นแต่ละหุ้นมีมูลค่าเท่ากัน
         2.ผู้ถือหุ้นแต่ละคนรับผิดจำกัดเพียงเท่าจำนวนเงินที่ตนลงทุน
         3.มีสภาพเป็นนิติบุคคล

รายละเอียดดังนี้
         1.แบ่งทุนออกเป็นหุ้นแต่ละหุ้นมีมูลค่าเท่ากัน ส่งผลตามมาอีกหลายประการ
         -เป็นเหตุให้บริษัทจำกัดแตกต่างจากห้างหุ้นส่วน
         -ห้างหุ้นส่วน – กำหนดให้ผู้เป็นหุ้นส่วนต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาลงหุ้นอาจเป็นเงินหรือทรัพย์สิน แรงงาน ตามมาตรา 1026 แต่ไม่ได้บอกว่าต้องแบ่งทุนออกเป็นส่วนย่อยๆ การกำหนดส่วนได้เสียใช้มูลค่าที่หุ้นส่วนนำมาลงทุนเป็นเกณฑ์ตาม มาตรา 1044 ,การตีราคาหุ้นกรณีมีข้อสงสัยตามมาตรา 1027,การลงแรงงานถัวเฉลี่ยมาตรา 1028 สิ่งเหล่านี้ไม่ปรากฎในกฎหมายบริษัท
          บริษัท – มีแนวคิดพื้นฐานการออกหุ้น เป็นการลงทุนย่อยมีมูลค่าเท่ากัน หุ้นในบริษัทจำกัดเป็นตัวกำหนดสิทธิการแบ่งส่วนกำไร ใช้กำหนดการแบ่งกำไร ใช้กำหนดการคืนทุน ใช้เป็นเครื่องกำหนดสิทธิการเข้าประชุม การออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของสิทธิในหุ้น ขึ้นอยู่กับว่าได้กำหนดสิทธิในหุ้นไว้อย่างไร เพราะฉะนั้นทรัพย์สินในบริษัทไม่ใช่เป็นของผู้ถือหุ้น
หุ้นในบริษัทจำกัดโอนได้โดยนิติกรรมและอำนาจของกฎหมาย กฎหมายบริษัทให้ความสำคัญหุ้นมากกว่าตัวผู้ถือหุ้น แม้ผู้ถือหุ้นตาย ล้มละลาย เป็นบุคคลไร้ความสามารถก็ไม่เลิกบริษัทเปรียบทียบกับการเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญตามมาตรา1055 บริษัทจำกัด จึงเป็นองค์กรที่ไม่ผูกติดกับตัวผู้ถือหุ้น
         -กฎหมายกำหนดว่าต้องกำหนดมูลค่าหุ้น (Par Value) มาตรา 1098 นอกจากนี้มาตรา 1117 ประกอบ มาตรา 1096 ยังกำหนดมูลค่าหุ้นไว้ไม่ต่ำกว่า 5 บาท บริษัทจำกัดจะต้องตีราคาไว้ที่ 5 บาท สังเกตมาตรา 1117 ไม่ห้ามบริษัทที่จะออกหุ้นในราคาที่สูงกว่าที่ตั้งไว้ย่อมทำได้ แต่ต้องจดแจ้งไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิต้องให้อำนาจไว้ การออกหุ้นโดยราคาสูงกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้นั้น คือส่วนที่ล้ำมูลค่าจากราคา(Par Value) ตามมาตรา 1105 วรรคสอง
         ราคาหุ้น = ( pricing)
         มูลค่าที่ตั้งไว้ = (Par Value)

การตั้งมูลค่าหุ้นไว้เป็นแนวคิดแบบเก่าให้สอดคล้องกับเรื่องทุนเรือนหุ้นตามมาตรา 1098(5) กฎหมายตั้งราคาหุ้นไว้ต่ำสุด 5 บาท แต่ไม่ได้กำหนดไว้ว่าราคาที่ตั้งสูงสุดได้ไม่เกินเท่าไหร่ดังนั้นสามารถตั้งราคาสูงสุดเท่าไหร่ก็ได้ การกำหนดราคาหุ้น (Par Value) ไว้สูงเท่าไหร่ความเสียงก็ย่อมมีมากขี้นในทางปฏิบัติจึงตั้งไว้ในระดับที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยง
          มาตรา 1104 จำนวนหุ้นทั้งหมดซึ่งบริษัทคิดจะจดทะเบียนนั้น ต้องมีผู้เข้าชื่อซื้อหรือออกให้กันเสร็จก่อนการจดทะเบียนของบริษัท การตีความมาตราดังกล่าวนั้นไม่ได้หมายความว่าผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นต้องชำระเงินเต็มตามมูลค่าหุ้นทั้งหมดตั้งแต่คราวแรกแต่กำหนดให้ชำระไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของมูลค่าหุ้นทั้งหมดที่ตั้งไว้ (Par Value) ถ้ามีส่วนล้ำมูลค่าก็ต้องส่งส่วนล้ำมูลค่าไปด้วย (น่าออกข้อสอบ)
          มาตรา 1105 อันหุ้นนั้น ท่านห้ามมิให้ออกโดยราคาต่ำไปกว่ามูลค่าของหุ้น ที่ตั้งไว้
         การออกหุ้นโดยราคาสูงกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้นั้น หากว่าหนังสือบริคณห์สนธิให้อำนาจไว้ ก็ให้ออกได้ และในกรณีเช่นนั้น ต้องส่งใช้จำนวนที่ ล้ำมูลค่าพร้อมกันไปกับการส่งใช้เงินคราวแรก
          อนึ่งเงินส่งใช้ค่าหุ้นคราวแรกนั้น ต้องมิให้น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าแห่งมูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้
มาตรา 1111 เมื่อจำนวนเงินซึ่งว่าไว้ในมาตรา 1110 ได้ใช้เสร็จแล้ว กรรมการต้องไปขอจดทะเบียนบริษัทนั้น
          คำขอและข้อความที่ลงในทะเบียนนั้น ให้ระบุรายการตามที่ได้ตกลงกันในที่ประชุมตั้งบริษัท ดังต่อไปนี้ คือ

(1) จำนวน หุ้นทั้งสิ้นซึ่งได้มีผู้เข้าชื่อซื้อ หรือได้จัดออกให้แล้วแยกให้ปรากฏว่า เป็นชนิดหุ้นสามัญเท่าใด หุ้นบุริมสิทธิเท่าใด
(2) จำนวนหุ้น สามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งออกให้เหมือนหนึ่งว่าได้ใช้เต็มค่าแล้วหรือได้ ใช้แต่บางส่วนแล้ว นอกจากที่ใช้เป็นตัวเงิน และหุ้นที่ได้ใช้แต่บางส่วน นั้น ให้บอกว่าได้ใช้แล้วเพียงใด
(3) จำนวนเงินที่ได้ใช้แล้วหุ้นละเท่าใด
(4) จำนวนเงินที่ได้รับไว้เป็นค่าหุ้นรวมทั้งสิ้นเท่าใด
(5) ชื่อ อาชีวะ และที่สำนักของกรรมการทุกคน
(6) ถ้า ให้กรรมการต่างมีอำนาจจัดการของบริษัทได้โดยลำพังตัวให้แสดงอำนาจของกรรมการ นั้น ๆ ว่าคนใดมีเพียงใด และบอกจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งจะลงชื่อเป็นสำคัญ ผูกพันบริษัทได้นั้นด้วย
(7) ถ้าตั้งบริษัทขึ้นชั่วกาลกำหนดอันหนึ่ง ให้บอกกาลกำหนดอันนั้นด้วย
(8) ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสาขาทั้งปวง

          การลงทะเบียนจะมีรายการอย่างอื่นซึ่งกรรมการเห็นสมควรจะให้ทราบแก่ประชาชนก็ลงได้
          ในการขอจดทะเบียนนั้น ถ้าได้ทำข้อบังคับของบริษัทไว้ประการใดบ้างต้องส่งสำเนา ข้อบังคับนั้น ๆ ไปด้วย กับทั้งสำเนารายงานการประชุมตั้งบริษัทหนังสือทั้ง สองนี้ กรรมการต้องลงลายมือชื่อรับรองคนหนึ่งเป็นอย่างน้อย
วรรค 5 (ยกเลิก)
          ให้พนักงานทะเบียนทำใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนส่งมอบให้แก่บริษัทฉบับหนึ่ง
มาตรา 1112 ถ้าการจดทะเบียนมิได้ทำภายในสามเดือนนับแต่ประชุม ตั้งบริษัทไซร้ ท่านว่าบริษัทนั้นเป็นอันไม่ได้ตั้งขึ้น และบรรดาเงินที่ได้ รับไว้จากผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นนั้นต้องใช้คืนเต็มจำนวนมิให้ลดเลย
          ถ้ามีจำนวนเงินเช่นว่านั้นค้างอยู่มิได้คืนในสามเดือนภายหลังการประชุม ตั้งบริษัทไซร้ ท่านว่ากรรมการของบริษัทต้องรับผิดร่วมกันที่จะใช้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยคิดตั้งแต่เวลาสิ้นกำหนดสามเดือนนั้น
          แต่ถ้ากรรมการคนใดพิสูจน์ได้ว่า การที่เงินขาดหรือที่ใช้คืนช้าไปมิได้ เป็นเพราะความผิดของตนไซร้ กรรมการคนนั้นก็ไม่ต้องรับผิดในการใช้ต้นเงินหรือดอกเบี้ย

         2.ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดไม่เกินจำนวนหุ้นที่ตนส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือตามมาตรา 1096
          บริษัท A มีทุนจดทะเบียน 1 ล้าน แบ่งเป็นหุ้น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท
ทุนจดทะเบียน = 100 คูณ 10,000 หารด้วยจำนวนหุ้น
B ซื้อหุ้น 150 หุ้น ส่งใช้เงินร้อยละ 25 คิดเป็นเงิน 3,750 บาท ต่อมาบริษัทล้มละลายเหลือเงินที่ B ไม่ได้ส่งใช้ 11,250 บาท B รับผิดเพียง 11,250 บาท ตามราคาหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบเท่านั้น ถ้าหาก B ส่งค่าหุ้นครบแล้ว 100 เปอร์เซนต์ B ก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆเลย
อย่างไรก็ตามผู้ถือหุ้นต้องรับผิดตาม มาตรา 1098 ต้องจดแจ้งไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิหนังสือ การจำกัดความรับผิดไว้ย่อมมีประโยชน์ต่อการลงทุน
มาตรา 1098 หนังสือบริคณห์สนธินั้น ต้องมีรายการดังต่อไปนี้ คือ (4) ถ้อยคำสำแดงว่า ความรับผิดของผู้ถือหุ้นจะมีจำกัด

         3.บริษัทต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ตากหากจากผลของมาตรา 1015
มาตรา 1015 ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเมื่อได้จดทะเบียนตามบัญญัติแห่งลักษณะ นี้แล้ว ท่านจัดว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น ทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น
ทำให้มีสิทธิของการเป็นนิติบุคคลดังนี้
         3.1 สิทธิการใช้ชื่อและที่อยู่เป็นของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา18
          มาตรา 18 สิทธิของบุคคลในการที่จะใช้นามอันชอบที่จะใช้ได้นั้น ถ้ามีบุคคล อื่นโต้แย้งก็ดี หรือบุคคลผู้เป็นเจ้าของนามนั้นต้องเสื่อมเสียประโยชน์ เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามเดียวกันโดยมิได้รับอำนาจให้ใช้ได้ก็ดี บุคคล ผู้เป็นเจ้าของนามจะเรียกให้บุคคลนั้นระงับความเสียหายก็ได้ ถ้าและเป็นที่ พึงวิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป จะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามก็ได้
          มาตรา 1098 หนังสือบริคณห์สนธินั้น ต้องมีรายการดังต่อไปนี้ คือ
(1) ชื่อบริษัทอันคิดจะตั้งขึ้น ซึ่งต้องมีคำว่า “จำกัด” ไว้ปลายชื่อนั้นด้วยเสมอไป
ยังสามารถใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายกรณีบริษัทอื่นนำชื่อไปตั้งให้คล้องจองหรือคลายกัน ตามมาตรา 1115 อีกด้วย และมาตราดังกล่าวยังเหมือนกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 ,421 ในเรื่องละเมิดอีกด้วย
มาตรา 1115 ถ้าหากว่าชื่อบริษัทซึ่งตั้งไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิพ้องกับ ชื่อบริษัทอื่นซึ่งได้จดทะเบียนแล้วก็ดี หรือพ้องกับชื่อซึ่งตั้งไว้ใน หนังสือบริคณห์สนธิฉบับอื่นอันได้จดทะเบียนแล้วก็ดี หรือคล้ายคลึงกับชื่อ เช่นกล่าวนั้นจนน่าจะลวงให้มหาชนหลงไปได้ก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้ที่มีส่วนได้ เสียคนหนึ่งคนใดจะฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เริ่มก่อการบริษัทก็ ได้ และจะร้องขอให้ศาลสั่งบังคับให้เปลี่ยนชื่อนั้นเสียใหม่ก็ได้

          เมื่อศาลมีคำสั่งเช่นนั้นแล้ว ก็ต้องบอกชื่อซึ่งเปลี่ยนใหม่นั้นจดทะเบียน แทนชื่อเก่า และต้องแก้ใบสำคัญการจดทะเบียนด้วยตามกันไป
          ฎีกา 542/2546 คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่าจำเลยที่ 9 รับจดทะเบียนชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้าง หุ้นส่วนบริษัท พ.ศ. 2538 เป็นเรื่องพิมพ์ตัวเลข พ.ศ. ของระเบียบดังกล่าวผิดพลาดโดยพลั้งเผลอ เมื่อโจทก์ขอแก้ไขให้ถูกต้อง และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้แก้ไขแล้ว คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นที่แน่ชัดว่าโจทก์กล่าวอ้างระเบียบสำนักงาน ทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางฯ ฉบับ พ.ศ. 2535 ไม่เคลือบคลุม
          ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า SONY และโซนี่ของโจทก์เป็นที่แพร่หลายรู้จักกันทั่วไป จำเลยที่ 1 ก็รู้ การที่จำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนคำว่าบริษัทโซนี่อิมเป็กซ์ จำกัด เป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 โดยใช้คำภาษาอังกฤษว่า SONYIMPEXCO.,LTD. โดยไม่มีส่วนสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์จากความมีชื่อเสียงแพร่หลายของคำว่า SONY หรือโซนี่ โดยไม่สุจริต ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดคิดว่าจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทในเครือของโจทก์หรือมีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโจทก์ โจทก์ผู้เป็นเจ้าของชื่อนิติบุคคลคำว่า SONY และโซนี่จึงมีสิทธิเรียกให้ระงับความเสียหาย และขอให้ศาลสั่งห้ามมิให้ใช้ชื่อดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 ประกอบด้วยมาตรา 421 และมีสิทธิขัดขวางจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า SONY หรือโซนี่ ของโจทก์เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534มาตรา 47
บริษัทจำเลยที่ 1 ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนเป็นชื่อบริษัทเพราะอาจก่อให้เกิดการสำคัญผิด เกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลักษณะ วัตถุที่ประสงค์ ฐานะของกิจการหรือโดยประการอื่นตามระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ. 2535 ข้อ 21(5) จำเลยที่ 9 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท จึงชอบที่จะปฏิเสธการรับจดทะเบียนชื่อบริษัทจำเลยที่ 1ด้วยเหตุผลดังกล่าวแต่เมื่อรับจดทะเบียนไว้แล้ว ก็ต้องเพิกถอนชื่อออกจากทะเบียนนั้นเสีย
         3.2 บริษัทมีภูมิลำเนาของตัวเองแยกจากผู้ถือหุ้น
ฏีกา 1741/2540
มาตรา1111 เมื่อจำนวนเงินซึ่งว่าไว้ในมาตรา ๑๑๑๐ ได้ใช้เสร็จแล้ว กรรมการต้องไปขอจดทะเบียนบริษัทนั้น
คำขอและข้อความที่ลงในทะเบียนนั้น ให้ระบุรายการตามที่ได้ตกลงกันในที่ประชุมตั้งบริษัท ดังต่อไปนี้ คือ (8)ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสาขาทั้งปวง

         3.3 เงินและทรัพย์สินที่บริษัทได้มา ค่าหุ้น เงินจากกิจการของบริษัท การประดิษฐ์คิดค้นเป็นของบริษัทไม่ใช่ของผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่บริษัทได้มา
         3.4บริษัทเข้าทำสัญญาในนามของตนเองได้ ไม่ผูกพันธ์ผู้ถือหุ้นแต่ผูกพันธ์บริษัท ไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่บริษัทก่อขึ้นถ้าได้ส่งมูลค่าหุ้นครบแล้ว แตกต่างจากห้างหุ้นส่วน
         3.5เป็นคู่ความในคดีได้ ในบางกรณีไม่ได้ระบุชื่อผู้แทนนิติบุคคลมาก็ได้
ฎีกาที่ 1525/2496
         3.6 มีสัญชาติเป็นของตัวเองอาจไม่มีสัญชาติเดียวกับผู้ถือหุ้นดูจากการจดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศอะไรก็มีสัญชาติของประเทศนั้นยกเว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดให้เป็นพิเศษเช่น พรบ.การประกอบธุรกิจต่างด้าว

          บริษัทจำกัดต้องมีวัตถุประสงค์เป็นขอบอำนาจในการจัดการบริษัทไว้ไม่ให้ทำเกินขอบเขตและรวมถึงการจำกัดอำนาจกรรมการผู้จัดการด้วย
         มาตรา 66 นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่น ภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือ กำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง
          มาตรา 1012 อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่ง บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะ แบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้นประโยชน์คือ
         1.ทำให้ผู้ถือหุ้นรู้ว่าบริษัทจะนำเงินไปลงทุนอะไรบ้าง
         2.บุคคลภายนอกได้รู้ว่าบริษัทมีวัตถุประสงค์อย่างไร
         3.เพื่อกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการในกิจการอะไรบ้าง
          ฎีกาที่ 1774/2522 การที่บริษัทจำกัดทำผิดวัตถุประสงค์ของบริษัท ก็ไม่ใช่เหตุที่จะปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1237 ที่จะให้ศาลสั่งเลิกบริษัทได้ และแม้บริษัทจะเริ่มประกอบการค้าเกิน 1 ปี นับแต่วันจดทะเบียนบริษัทก็ตามแต่มาตรา 1237 มิได้เป็นบทบังคับให้ศาลสั่งเลิกบริษัท เพียงแต่บัญยัติให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจว่าสมควรสั่งให้เลิกบริษัทหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินค่าหุ้นที่ผู้ถือหุ้นชำระให้บริษัทจำเลยด้วย เงินสดและเช็คส่วนใหญ่ โจทก์ที่ 8ซึ่งเป็นกรรมการรักษาเงินเป็นคนเก็บรักษาและไม่ยอมมอบให้บริษัทจำเลยดัง นั้น ที่บริษัทจำเลยไม่เริ่มทำการค้าภายใน 1 ปี อาจเป็นเพราะบริษัทจำเลยไม่มีทุนดำเนินการค้า จึงยังไม่สมควรที่จะสั่งเลิกบริษัทจำเลย
          แม้บริษัทจำเลยจะขาดทุนมาทุกปะ แต่เมื่อรวมยอดขาดทุนแล้วก็เพียงร้อยละ 12 ขแงจำนวนทุนทั้งหมด และเหตุที่ขาดทุนเป็นเพราะโจทก์ที่ 8 กับบริษัทจำเลยมีข้อพิพาทฟ้องร้องกัน และเงินค่าหุ้นส่วนใหญ่อยู่ที่โจทก์ที่ 8ซึ่งไม่ให้ความร่วมมือโดยกักเงินค่าหุ้นไว้ เมื่อบริษัทจำเลยเรียกให้ชำระค่าหุ้นฝ่ายโจทก์ก็ไม่ยอมชำระ บริษัทจำเลยจึงไม่มีทุนดำเนินการค้าได้เต็มที่ อย่างไรก็ดีบริษัทจำเลยได้ซื้อหุ้นของบริษัทอื่นเพื่อเป็นตัวแทนจำหน่าย สินค้าแสดงว่าบริษัทจำเลยยังมุ่งประกอบการค้าเพื่อให้ได้ผลกำไรอยู่ และมีลุ่ทางจะทำกำไรได้จึงย่อมไม่สมควรจะเลิกบริษัทจำเลย
กิจการที่ถือว่าอยู่ในขอบเขตของบริษัท
         -กู้ยืมเงิน ฎีกาที่ 1213 – 1215/2539
         -ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงิน คำประกัน
          ฎีกาที่ 471/2519 โจทก์เป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการทำการกู้ยืมเงินและให้กู้ยืมรับจำนำ จำนองสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์โดยมีหรือไม่มีหลักประกัน รวมทั้งการค้ำประกันหนี้สินทุกประเภททั้งในและนอกประเทศ บริษัทโจทก์ได้ตั้งวงแชร์และเป็นผู้ค้ำประกันลูกวง กล่าวคือ หากลูกวงผู้ประมูลแชร์ได้ไม่ชำระเงินค่าแชร์ให้แก่ลูกวงคนต่อไป บริษัทโจทก์จะชำระแทน ดังนี้ ถือได้ว่าบริษัทโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันการเล่นแชร์ซึ่งเป็นสัญญาชนิดหนึ่งที่ บังคับได้ตามกฎหมาย และตรงกับวัตถุประสงค์ของบริษัทโจทก์ จึงหาเป็นการดำเนินกิจการนอกวัตถุประสงค์ของบริษัทโจทก์ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกวงได้รับเงินแชร์ไปแล้ว ไม่นำเงินมาชำระค่าแชร์ให้แก่ลูกวงคนอื่น และบริษัทโจทก์ได้ใช้เงินแทนแก่ลูกวงไป จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ใช้เงินคืนแก่บริษัทโจทก์ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ต้องรับผิดตามสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ และนอกจากนี้การที่บริษัทโจทก์จะมีอำนาจทำสัญญาค้ำประกันการเล่นแชร์ได้หรือ ไม่อย่างไร ก็เป็นเรื่องของทางราชการที่จะว่ากล่าวกับบริษัทโจทก์ว่าทำนอกวัตถุประสงค์ หรือไม่ ไม่เกี่ยวกับจำเลย (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 1804/2500)
          ฎีกาที่ 4193/2528 โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2523ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2523 จำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์แล้ว ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ในใบถอนเงินฝากประจำทำการ ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ แล้วโอนไปเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 3 อันเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับและเป็นการยักยอกทรัพย์สินของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายต้องสูญเสียเงินฝากประจำขาดดอกเบี้ยที่จะได้รับ และต้องเสียชื่อเสียงในการดำเนินกิจการ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ คำฟ้องดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้าง ที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้วจึงไม่เคลือบคลุมกรรมการและ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำใบถอนเงินฝากประจำของโจทก์โดยมิได้ลงวันถอนมอบให้จำเลยที่1ยึดถือไว้เป็น ประกันการชำระหนี้อันเกิดจากการขายลดตั๋วเงินของจำเลยที่3เมื่อจำเลยที่งวัน เดือนปีในใบถอนเงินแล้วใช้หักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์โอนไปเข้า บัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 3 เพื่อชำระหนี้ แม้จะกระทำภายหลังที่โจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอยกเลิกลายเซ็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วก็ตามถือได้ว่าโจทก์ยินยอมหรือสมัครใจให้ทำเช่นนั้น จึงไม่เป็นการทำละเมิด โจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อค้ำประกันหนี้ผู้อื่น การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ทำใบถอนเงินฝากประจำของโจทก์มอบให้จำเลยที่ 1ยึดถือไว้เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ จึงไม่ผูกพันโจทก์ จำเลยที่ 1ไม่มีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ได้
         -การค้ำประกันเกี่ยวกับการค้าอยุ่ในวัตถุประสงค์หรือไม่ ถ้าอยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัทก็ต้องรับผิด เช่น ค้ำประกันบริษัทในเครือ หรือบริษัทมีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าจะมีการค้ำประกัน เช่น ธนาคาร ก็ย่อมทำการค้ำประกันได้ หรือตั้งบริษัทมาเพื่อรับโอนกิจการ หากเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกันก็ต้องรับผิดถือว่าเป็นการกระทำในขอบเขตวัตถุประสงค์ หรือการกระทำที่นอกวัตถุประสงค์แต่บริษัทเข้ารับเอาประโยชน์ให้สัตยาบัน มีฎีกาในเรื่องหุ้นส่วนเทียบเคียงคือ

          ฎีกาที่ 41/2509วัตถุประสงค์ของห้างจำเลยซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่จดทะเบียนไว้มีว่าเพื่อประกอบพานิชการในประเภททำการค้าสินค้าพื้นเมืองทำ การสั่งสินค้าเข้าและส่งสินค้าออกทำการค้าเครื่องอุปโภค บริโภคต่างๆ ทำการเป็นนายหน้าและตัวแทนต่างๆดังนั้น เมื่อผู้จัดการของจำเลยไปทำสัญญาค้ำประกันหนี้ จึงเป็นการกระทำนอกวัตถุประสงค์ของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด

เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD


 
Leave a comment

Posted by on สิงหาคม 28, 2012 in สัปดาห์ที่ 9

 

Tags: , , , , , ,

สรุปวิชา หุ้นส่วน- บริษัท ครั้งที่ 5 สัปดาห์ที่ 5 ภาคค่ำ เนติบัณฑิตสมัยที่ 65


          มาตรา 1013 อันห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น ท่านกำหนดเป็นสามประเภทคือ
(1) ห้างหุ้นส่วนสามัญ
(2) ห้างหุ้นส่วนจำกัด
(3) บริษัทจำกัด
          องค์กรธุรกิจที่สามารถแยกได้ กล่าวคือ องค์กรธุรกิจที่จดทะเบียนกับองค์กรธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนสามัญมีทั้งไม่จดทะเบียนและจดทะเบียนกรณีจดทะเบียนต้องการเปิดเผยเรื่องธุรกิจให้แก่บุคคลทั่วไปทราบ เช่น ที่อยู่ รายชื่อหุ้นส่วน วัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วน เป็นต้น โดยจดทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
          มาตรา 1064 อันห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น จะจดทะเบียนก็ได้
การลงทะเบียนนั้น ท่านบังคับให้มีรายการดังนี้ คือ
         (1) ชื่อห้างหุ้นส่วน
         (2) วัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วน
         (3) ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสาขาทั้งปวง
         (4) ชื่อและที่สำนักกับทั้งอาชีวะของผู้เป็นหุ้นส่วนทุก ๆ คน ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดมีชื่อยี่ห้อ ก็ให้ลงทะเบียนทั้งชื่อและยี่ห้อด้วย
         (5) ชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ ในเมื่อได้ตั้งแต่งให้เป็นผู้จัดการแต่เพียงบางคน
         (6) ถ้ามีข้อจำกัดอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการประการใดให้ลงไว้ด้วย
         (7) ตราซึ่งใช้เป็นสำคัญของห้างหุ้นส่วน
         ข้อความซึ่งลงทะเบียนนั้น จะลงรายการอื่น ๆ อีกอันคู่สัญญาเห็นสมควรจะให้ประชาชนทราบด้วยก็ได้
          การลงทะเบียนนั้น ต้องลงลายมือชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน และต้องประทับตราของห้างหุ้นส่วนนั้นด้วย
          ให้พนักงานทะเบียนทำใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนส่งมอบให้แก่ห้างหุ้นส่วนนั้นฉบับหนึ่ง
ความแตกต่างระหว่างห้างหุ้นส่วนสามัญ กับ ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
การจัดการห้าง
          ห้างหุ้นส่วนสามัญนำมาตรา 1050 มาบังคับใช้ โดยเป็นหลักธรรมดาการค้าของห้างหุ้นส่วน
          ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล พิจารณาตามมาตรา 66,76,1015 ต้องกระทำอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ถ้ากระทำนอกวัตถุประสงค์ย่อมไม่สามารถให้สัตยาบันได้
          มาตรา 66 นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง
          มาตรา 76 ถ้าการกระทำตามหน้าที่ของผู้แทนของนิติบุคคลหรือผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น นิติบุคคลนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น แต่ไม่สูญเสียสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ก่อความเสียหาย
          ถ้าความเสียหายแก่บุคคลอื่นเกิดจากการกระทำที่ไม่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ หรืออำนาจหน้าที่ของนิติบุคคล บรรดาบุคคลดังกล่าวตามวรรคหนึ่งที่ได้เห็นชอบให้กระทำการนั้นหรือได้เป็นผู้กระทำการดังกล่าว ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายนั้น
          มาตรา 1015 ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเมื่อได้จดทะเบียนตามบัญญัติแห่งลักษณะนี้แล้ว ท่านจัดว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น
          ตัวอย่าง ก,ข,ค จัดตั้งขายหมูปิ้ง นาย ก ซื้อไก่จากร้านค้าหมู กก เมื่อไม่ชำระ ร้านค้าหมู กก ย่อมฟ้องได้ทุกคนเพราะถือเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของห้าง ถือเอาประโยชน์กับบุคคลภายนอก
          มาตรา 1049 ผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใด ๆ แก่บุคคลภายนอกในกิจการค้าขายซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนนั้นหาได้ไม่
          หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่สามารถถือเอาประโยชน์จากบุคคลภายนอกหากมิใช่คู่สัญญา แต่หากเป็นห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน หุ้นส่วนแม้ไม่ปรากฏชื่อในสัญญาย่อมถือประโยชน์บุคคลภายนอกได้ เป็นเพราะการจดทะเบียนสามารถตรวจสอบการเป็นหุ้นส่วนได้ตามทะเบียน
          มาตรา 1051 ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งออกจากหุ้นส่วนไปแล้วยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนได้ออกจากหุ้นส่วนไป
          มาตรา 1068 ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนอันเกี่ยวแก่หนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนออกจากหุ้นส่วนนั้นย่อมมีจำกัดเพียงสองปีนับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วน เป็นการให้เจ้าหนี้มาฟ้องหุ้นส่วนในห้างจดทะเบียนภายในกำหนดสองปี (ในมาตรา1068 ระยะเวลาสองปีดังกล่าวนับแต่วันที่จดทะเบียนออกจากห้างหุ้นส่วน อีกทั้งเป็นเรื่องของระยะเวลาไม่ใช่อายุความจึงตกลงยกเว้นได้ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย)

เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD


 
Leave a comment

Posted by on สิงหาคม 7, 2012 in สัปดาห์ที่ 5

 

Tags: , , , , , , , ,

สรุปวิชา หุ้นส่วน – บริษัท ครั้งที่ 1 สัปดาห์ที่ 1 ภาคค่ำ เนติบัณฑิตสมัย 65


         ประเภทองค์กรธุรกิจ
         องค์กรธุรกิจ เป็นเรื่องที่คนตั้งแต่ 2 คนขึ้นนำทุนเข้ามาร่วมกัน เพื่อประกอบกิจการ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อที่จะแบ่งปันรายได้หรือแบ่งปันกำไร
ข้อสังเกต เวลาที่จัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนบริษัทหรือองค์กรธุรกิจ สาระสำคัญที่สุดคือ การเอาทุนเข้ามา เข้าร่วมกัน เพราะทุนจะแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของในองค์กรดังเมื่อไหร่ก็ตามที่คนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เอาทุนเข้ามาร่วมกันเป็นองค์กรธุรกิจ เนื่องจากว่าการทำนิติสัมพันธ์กับคนอื่นมีวิธีการทำสัญญาได้หลายรูปแบบ และตัวกฎหมายที่จะเข้ามาปรับใช้ รวมทั้งผลจะต่างกัน จึงต้องทราบก่อนว่าเป็นเรื่องขององค์กรธุรกิจหรือทุนหรือไม่ จะได้นำตัวกฎหมายเข้ามาปรับใช้ได้ถูกต้อง
ตัวอย่างนาย ก มีส่วนยางพารา1สวน อยู่ 30 ไร่นาย ก ต้องการจะหาคนเข้ามาเพื่อจะกรีดยางพาราในสวน นาย ก บอกกล่าวกับ นายขว่า ให้มาช่วยกรีดยางพาราในสวนนิติสัมพันธ์ที่ นาย ก กับนาย ขดังกล่าวอาจจะมีนิติสัมพันธ์ได้หลายรูปแบบ และผลทางกฎหมายจะแตกต่างกัน
         กรณีที่ 1นาย กบอกกับนาย ข ว่า ให้กรีดยางพาราในสวน ในเวลาตี 4 และสั่งงานให้ นาย ข ทำตามคำสั่งโดยนาย ก จะให้เงินตอบแทนเดือนละ 4,000บาท พร้อมทั้งแบ่งเปอร์เซ็นจากการขายยางพาราให้ นาย ข ด้วย
กรณีเช่นนี้ เป็นเรื่องของจ้างแรงงาน เพราะนาย ก ต้องการแรงงานจากนาย ข
กรณีที่ 2นาย ก ตกลงกับนาย ข ว่า นาย ก มีสวนยางพาราอยู่ 30 ไร่ ให้นาย ก มาตัดยางในสวน ร่วมทุนกัน โดยนาย ก ออกทุนเป็นสวนยางพาราให้ตัดยางพารา1 ปี นาย ข หาคนมาตัด 1 ปี ได้ยางมาเท่าไหร่ เอามาแบ่งกัน โดยนาย ข รับยางพาราไป 40 เปอร์เซ็นต์นาย ก รับยางพารามา 60 เปอร์เซ็นต์
กรณีเช่นนี้ เป็นเรื่องห้างหุ้นส่วน เพราะมีการนำเอาทุนเข้ามาร่วมกัน
         กรณีที่ 3นาย ก ตกลงกับนาย ข ว่า นาย ก มีสวนยางพาราอยู่ 30 ไร่ ให้นาย ก มาตัดยางในสวนได้ยางมาเท่าไหร่ เอามาแบ่งกัน โดยนาย ข รับยางพาราไป 40 เปอร์เซ็นต์นาย ก รับยางพารามา 60 เปอร์เซ็นต์
กรณีนี้เป็นเรื่องของจ้างทำของ จ้างทำของโดยแบ่งค่าจ้าง โดยออกมาเป็นรูปแบบของยางพารา
ทั้ง 3 กรณีสมมุติไปว่า นาย ข ไปตัดยางล้ำเข้าไปในของเขตของสวนข้างๆที่ติดกับสวนของ นาย ก เจ้าของสวนข้าง3 กรณีดังกล่าวจะมีความรับผิดที่แตกต่างกัน
         กรณีจ้างแรงงานเจ้าของสวนก็มีสิทธิฟ้องนาย ข ฐานละเมิด และนาย ก อยู่ในฐานะนายจ้างก็ต้องร่วมกันรับผิด (มาตรา 425)
         กรณีสัญญาจ้างทำของนาย ข ต้องรับผิดฐานละเมิด ส่วน นาย ก ไม่ต้องรับผิด (มาตรา 428)เพราะผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ตัวผู้รับจ้างได้กระทำขึ้น
         กรณีห้างหุ้นส่วน เจ้าของที่ที่ได้รับความเสียหายดังกล่าว สามารถฟ้องผู้ที่เป็นหุ้นส่วนทั้ง 2 คน ร่วมกันรับผิด (มาตรา 1050)ทำกิจการใดไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าของห้างแล้ว ผู้ที่เป็นหุ้นส่วน ต้องร่วมกันรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวน
องค์กรธุรกิจต้องมีทุนมาเป็นตัวเริ่มองค์กรทั้งนี้ทุนจะเป็นตัวแยกแยะสิทธิหน้าที่ของคนที่เอาทุนเข้ามาร่วมกัน
ทุนกับหนี้ทุนเป็นเงินที่อยู่ในองค์กรธุรกิจ ซึ่งเงินที่เข้ามาอยู่ในองค์ธุรกิจดังกล่าวอาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นทุนที่มาจากกู้มา และเอามาประกอบกิจการ
ยกตัวอย่าง สมมุติว่า นาย ก อยากจะเปิดร้านขายอาหาร นาย ก มีทุนอยู่จำนวน 10,000 บาท และนาย ก ไปกู้เงิน นาย ข อีก 10,000 บาท รวมเป็นทุนในการดำเนินกิจการ เป็นเงิน 20,000 บาท
สังเกตได้ว่าเงิน 20,000 บาทดังกล่าว สิทธิของคนที่เกี่ยวพันดังกล่าวนั้นจะต่างกันโดยนาย ก เป็นเจ้าของทุน มีสิทธิในฐานะที่เป็นเจ้าของทุน นางสาวสมศรีเป็นเจ้าหนี้ ก็มีสิทธิในความเป็นเจ้าหนี้
มีข้อแตกต่างกัน 3 ประการ
         1. ทุนเป็นของเจ้าของ เจ้าของก็มีอำนาจที่จะเข้ามาตัดสินใจบริหารจัดการ
หนี้ ไม่มีอำนาจจัดการ
         2. ทุน เจ้าของทุนมีสิทธิรับกำไรในองค์กรขณะเดียวกัน ถ้าขาดทุนก็ต้องรับภาระในส่วนขาดทุนด้วย
หนี้ ไม่ต้องรับภาระในส่วนที่องค์กรขาดทุน ได้ดอกเบี้ยตามที่ตกลง
         3. เมื่อมีการเลิกองค์กรในการชำระบัญชี เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าของเสมอ
          หลักความแตกต่างระหว่างทุนกับหนี้ จะสามารถแยกแยะได้ว่าตราสารใดที่เป็นตราสารทุนซึ่งแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของ และตราสารใดที่เป็นตราสารหนนี้ซึ่งแสดงออกถึงสิทธิในความเป็นเจ้าหนี้
ทุน– หุ้นสามัญ ทุนแบ่งเป็นหน่วย แต่ละหน่วยเรียกว่าหุ้น
หนี้– หุ้นกู้หุ้นกู้ คือสัญญากู้ ที่ตัวบริษัทขอกู้จากข้างนอก โดยแยกสัญญากู้ออกเป็นหน่วย เมื่อเป็นหน่วยจึงเรียกว่าหุ้น เมื่อเป็นการกู้ จึงเรียกว่าหุ้นกู้
         ประเภทของการเอาทุนเข้ามาร่วมกัน
         1. แยกออกเป็นองค์กรธุรกิจชนิดที่ทำสัญญากัน กับ ชนิดที่มีการจดทะเบียนที่กระทรวงพาณิชย์ (นิติบุคคล) หรือแยกเป็นองค์กรธุรกิจแบบเป็นนิติบุคคล กับ องค์กรธุรกิจแบบไม่เป็นนิติบุคคล
         2. องค์ธุรกิจชนิดที่มีชื่อเรียกตามกฎหมายห้างหุ้นส่วนบริษัท กับชนิดที่ไม่มีชื่อเรียกตามกฎหมาย

         สำคัญ ถ้าเข้าลักษณะของห้างหุ้นส่วนบริษัท ก็จะต้องเอากฎหมายห้างหุ้นส่วนบริษัทมาใช้บังคับ แต่ถ้าไม่เข้าลักษณะของห้างหุ้นส่วนก็ไม่สามารถเอากฎหมายลักษณะห้างหุ้นส่วน มาใช้บังคับได้
         ตัวอย่าง นาย ก นาย ข นาย ค ตกลงลงเงินคนละ 10,000 บาท ร่วมกันตั้งห้างหุ้นส่วนแต่ นาย ก ได้โกงเงินกำไรจาก นาย ข และนาย ค นาย ค มาฟ้องศาลว่านาย ก โกงห้างจะฟ้องเรียกเงินทุนและกำไรการที่นาย ค มาฟ้องดังกล่าว ทำได้หรือไม่
         คำตอบ ทำไม่ได้ เพราะกิจการดังกล่าวเป็นห้างหุ้นส่วน นาย ค ต้องมีกระบวนการเลิกห้างก่อน บอกกล่าวไปยังนาย ก ว่านาย ก ผิดสัญญา ขอเลิกห้าง เมื่อเลิกห้างแล้วจึงมาชำระบัญชี เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ถ้าไม่เลิกห้างจะมีฟ้องขอเรียกทุนคืนไม่ได้
ตัวอย่าง นาย ก นาย ข ร่วมเงินกัน คนละ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,000 บาท นำเงินดังกล่าวไปซื้อไก่ และจ้างให้คนอื่นมาทำการย่างไก่ ได้ไก่ย่างมาเท่าไหร่แบ่งคนละครึ่ง
กรณีนี้เป็นการตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์ในไก่ เป็นเรื่องของกรรมสิทธิ์ร่วม ถ้านาย ก โกงนาย ข นาย ข ก็สามารถจะฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ได้ทันที โดยไม่ต้องมีกระบวนการเลิกห้างตามกฎหมายห้างหุ้นส่วน
         ฝากไว้ให้คิด กรณีซื้อลอตเตอรี่ร่วมกันระหว่างคน 2 คน เมื่อถูกรางวัลแล้วเอาเงินมาแบ่งกัน ถ้าเกิดอีกคนหนึ่งไม่ยอมแบ่งรางวัลให้แก่อีกคนหนึ่ง เป็นห้างหุ้นส่วนหรือไม่หรือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม
          องค์กรธุรกิจทีมีชื่อเรียกกำหนดไว้โดยเฉพาะ เช่น ห้างหุ้นส่วนสามัญ ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วน จำกัด บริษัท จำกัด บริษัท มหาชน จำกัด เป็นต้น
          องค์กรธุรกิจทีไม่มีชื่อเรียกกำหนดไว้โดยเฉพาะ สามารถตั้งเป็นองค์กรธุรกิจได้ ถ้าเป็นการเอาทุนมาร่วมกัน ซึ่งอาจจะไม่ใช่ลักษณะของห้างหุ้นส่วนบริษัทก็เท่านั้น ก็จะมาปรับใช้กับนิติกรรรมสัญญาทั่วไป เช่น กงสี, กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร, คณะบุคคล
         ข้อสังเกตพิเศษ ลองดู Shareholder agreement และ Consortium
Consortium – ไม่ใช้องค์กรธุรกิจโดยแท้ เป็นการร่วมกันทำงาน โดยมีข้อตกลงแยกไว้กับตัวผู้จ้าง ต่างฝ่ายต่างทำงาน ต่างฝ่ายต่างเสียภาษี ต่างฝ่ายต่างเสียเงิน

เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD


 

Tags: , , , , ,